เวลาเปลี่ยน ‘ชิกิไซ อิจิริกิ’ ไม่เคยเปลี่ยน 102 ปี เสน่ห์วัฒนธรรมดั้งเดิมญี่ปุ่นยังคงอยู่

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ในจังหวัดฟุกูชิมะผ่านพ้นไป ทุกอย่างกลับมาสู่ภาวะปกติและปลอดภัย พร้อมยินดีต้อนรับทุกคนจากทั่วโลกกลับมาเยือน "ฟุกูชิ...

เวลาเปลี่ยน ‘ชิกิไซ อิจิริกิ’ ไม่เคยเปลี่ยน 102 ปี เสน่ห์วัฒนธรรมดั้งเดิมญี่ปุ่นยังคงอยู่

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ในจังหวัดฟุกูชิมะผ่านพ้นไป ทุกอย่างกลับมาสู่ภาวะปกติและปลอดภัย พร้อมยินดีต้อนรับทุกคนจากทั่วโลกกลับมาเยือน “ฟุกูชิมะ” อีกครั้ง

ทว่า นั่นคือช่วงเวลาก่อนที่ “โควิด-19” ไวรัสร้ายแพร่กระจายสู่ดินแดนต่างๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุด ชินโสะ อาเบะ ประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” 1 เดือนในกรุงโตเกียว และอีก 6 จังหวัด เพื่อรับมือการแพร่กระจายที่ส่งผลต่อชีวิตและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

แม้ไม่มีฟุกูชิมะเป็นหนึ่งในนั้น แต่ครั้นโลกทั้งใบเผชิญหน้ากับภาวะเช่นนี้ การท่องเที่ยวย่อมหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จังหวัดอันงดงามแห่งนี้ ยังคงพร้อมเปิดประตูรับนักเดินทางจากทุกมุมโลก

“ฟุกูชิมะ” ตั้งอยู่ทางตอนใต้ในภูมิภาคโทโฮะคุ (Tohoku) นับเป็นจังหวัดใหญ่อันดับสามในญี่ปุ่น ซึ่งห่างจากโตเกียว 200 กิโลเมตร สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซนจากโตเกียว ใช้เวลาเพียง 90 นาทีเท่านั้น แม้อยู่ใกล้กับเมืองหลวงที่มีผู้คนมากมาย ตึกรามบ้านช่องหนาแน่น ทว่าฟุกูชิมะยังคงวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้

อย่าง “ชิกิไซ อิจิริกิ (Shikisai Ichiriki)” โรงแรมเก่าแก่ ตั้งอยู่ใน “โคริยามะ” เมืองเล็กๆ ใจกลางจังหวัดฟุกูชิมะ ปัจจุบันโรงแรมเปิดให้บริการมาแล้ว 102 ปี ยังคงห้องพักในรูปแบบญี่ปุ่นสมัยก่อน ซึ่งที่พักแบบนี้เรียกว่า “เรียวกัง (Ryokan)” มีการตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม รวมถึงการแต่งกายของพนักงานดูแลที่สวมใส่ชุดกิโมโนให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ผู้มาเยือนก้าวเท้าเข้าสู่ที่พัก ทำให้รู้สึกถึงความเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

ยังมีสวนญี่ปุ่นขนาด 2.4 เอเคอร์ รอบที่พัก มี แม่น้ำโกฮยาคุ (Gohyaku) ตัดผ่าน ปรากฏเสน่ห์ที่แตกต่างในแต่ละฤดูกาลมากว่าร้อยปี โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงสุดท้ายของฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บเป็นพิเศษ หิมะที่โปรยปรายไม่ขาดสาย ทำให้ต้นไม้และพื้นกลายเป็นสีขาวโพลนเป็นฤดูหนาวที่สวยงามสมบูรณ์แบบของญี่ปุ่น พิสูจน์ให้เห็นว่าญี่ปุ่นไม่ได้สวยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือดอกซากุระบานเท่านั้น

ขณะที่ห้องพักทุกห้องของชิกิไซ อิจิริกิ จะเห็นถึงความงดงามของสวนร้อยปีแห่งนี้เมื่อมองผ่านหน้าต่างออกมา

เคนโซะ คิคูชิ (Kenzo Kikuchi) ผู้จัดการด้านการตลาดโรงแรมชิกิไซ อิจิริกิ เล่าให้ฟังว่า อาคารที่พักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลัง ตั้งแต่ปี 1918 นอกจากสถานที่ที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม บรรยากาศห้องพักที่จัดสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เรื่องอาหารการกินทั้งหมดยังเป็นอาหารแบบญี่ปุ่น เป็นอาหารทะเลหลากหลายชนิด หากมีอาหารชนิดที่แขกไม่สามารถรับประทานได้ ทางโรงแรมสามารถจัดได้ตามร้องขอ โดยผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น 90% ส่วนที่เหลือ 10% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนมากเป็นคนเอเชียมากกว่าชาวยุโรป ในปีที่แล้วทางโรงแรมมีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือประมาณ 2,500 คน จากปี 2018 โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศอาเซียน เนื่องจากภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทำให้ประชากรมีกำลังซื้อและสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในหลายสถานที่ทั่วโลก

เขายังเผยว่า หนึ่งในเคล็ดลับการเดินหน้าธุรกิจมาจนถึง 100 ปี คือ การตั้งราคาห้องพักไว้อย่างชัดเจน ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ต้องยอมรับว่าโรงแรมมีปัญหาในเรื่องการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชาวต่างชาติ บางครั้งจึงถูกยกเลิกการจองห้องพักไป

แต่อย่างไรก็ตาม ทางชิกิไซ อิจิริกิ ยังคงต้องการโปรโมตให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังเมืองเล็กแห่งนี้ เพื่อชวนให้มาสัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แม้คนส่วนมากที่มาญี่ปุ่นอยากไปเที่ยวเมืองใหญ่ อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า มากกว่าก็ตาม

สำหรับที่พักแบบเรียวกัง เวลาเข้าห้องพัก จะต้องถอดรองเท้าของตนเองไว้ที่ประตูทางเข้า มีชั้นวางรองเท้าและรองเท้าแตะไม้สำหรับใส่ในบ้านจัดเตรียมไว้ให้ เหมือนกับธรรมเนียมปฏิบัติการเข้าบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นทั่วไป ส่วนภายในตกแต่งแบบเรียบง่าย ประตูห้องเป็นแบบประตูเลื่อน พื้นห้องปูด้วยเสื่อ มีภาพวาดด้วยพู่กันตกแต่งบริเวณฝาผนัง และโต๊ะญี่ปุ่นวางกลางห้องพร้อมชุดยูคะตะ คล้ายชุดกิโมโน แต่มีวิธีสวมใส่ง่ายกว่า เพื่อให้ใส่ไปอาบน้ำในบ่อน้ำร้อนออนเซ็น

ส่วนที่นอน แน่นอนญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่มีเตียงนอน แต่มีที่นอนแบบฟุตง เป็นที่นอนฟูก มีหมอน ผ้าห่มนอนอย่างหนา ไว้ปูนอนบนพื้นเสื่อ โดยหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้วที่นอนจะถูกปูไว้ให้

ในส่วนของอาหารมื้อเย็น เป็นแบบญี่ปุ่น มีหลายจานและแต่ละจานจะมีปริมาณน้อย เพื่อให้ลิ้มลองอาหารได้หลากหลายรสชาติ ยังมีหม้อไฟชาบูขนาดเล็ก ประกอบด้วยส่วนผสมหลายอย่าง เส้นอูด้ง ผัก เห็ด และเนื้อ ซึ่งจะนำผักไปต้มในน้ำก่อน เพื่อให้น้ำซุปได้ความหวานจากผัก ก่อนนำเนื้อสไลด์แผ่นบางๆ ลงไปลวก

โรงแรมชิกิไซ อิจิริกิ มีโอกาสได้ต้อนรับสมาชิกราชวงศ์ ซึ่งเคยเสด็จส่วนพระองค์มาประทับ ณ โรงแรมแห่งนี้ และชื่นชอบสวนญี่ปุ่นและดอกไม้ภายในสวนของโรงแรมเรา อีกทั้งในปี 2015 ได้รับเกียรติจัดพระกระยาหารมื้อเย็นต้อนรับเจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ ในโอกาสเสด็จเยี่ยมประชาชนในเมืองโคริยามะที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยมีนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ร่วมโต๊ะอาหารในคืนวันนั้นด้วย

เมื่อถามผู้จัดการว่า โรงแรมทำอย่างไรให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมยังคงอยู่ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ในขณะที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ เขาตอบว่า “การทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นยังคงอยู่คือ การทำให้ทุกคนและทุกวัยเข้ามาสัมผัสกับวัฒนธรรมที่งดงามด้วยตนเอง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มผู้สูงวัยเพียงอย่างเดียว โดยขณะนี้ทางโรงแรมก็พยายามเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่มาลองสัมผัสบรรยากาศที่งดงามด้วยตัวเอง”

ผู้จัดการยังเสริมว่า ส่วนภาพจำฟุกูชิมะที่ทุกคนยังติดตาภาพของแผ่นดินไหว สึนามิและโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ขณะนี้ก็ยืนยันว่าเมืองฟุกูชิมะปลอดภัยแล้ว ส่วนกัมมันตรังสีที่รั่วไหลก็รับประกันได้ว่าทุกอย่างปลอดภัย เด็กๆ สามารถนั่งเล่นบนพื้นได้อย่างไม่ต้องกลัวอันตราย เช่นเดียวกับพื้นที่ของโรงแรมที่ไม่ได้รับความเสียหาย

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทางโรมแรมแนะนำให้ทุกคนต้องลอง คือการแช่ “ออนเซ็น” วัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานที่ชาวญี่ปุ่นเลือกใช้เพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย บำรุงผิวพรรณและบำบัดสารพัดโรค แต่จะต้องรอให้อาหารย่อยเสียก่อนสัก 1 ชั่วโมง ส่วนใครดื่มแอลกอฮอล์ไม่แนะนำให้ลงแช่น้ำร้อนทันทีเพราะความร้อนมีผลต่อระบบหมุนเวียนของโลหิต ไม่ควรแช่ออนเซ็นเป็นเวลานานเกินไป อาจเกิดอาการวิงเวียนได้ และสิ่งสำคัญคือต้องสลัดความเขินอายออกไป เพราะต้องเปลื้องผ้าออกทั้งหมด

ชิกิไซ อิจิริกิ มีบ่อแช่แบบรวม แยกเป็นสัดส่วนระหว่างชาย-หญิง ให้เลือกแช่ทั้งแบบอินดอร์และกลางแจ้ง ซึ่งความพิเศษบ่อออนเซ็นที่นี่เป็นบ่อที่มีน้ำร้อนไหลมาจาก “น้ำพุร้อนบันไดอาตามิ” บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติใจกลางเมืองฟุกูชิมะที่มีประวัติศาสตร์มากว่า 800 ปี และขึ้นชื่อว่าเป็น “บ่อน้ำพุร้อนแห่งความงาม” เนื่องจากมีค่าความเป็นด่างที่เป็นมิตรต่อผิวพรรณและสุขภาพ ช่วยรักษาอาการโรคผิวหนังและอาการบาดเจ็บต่างๆ ได้

สำหรับมารยาทแช่ออนเซ็นคร่าวๆ ก่อนอื่นต้องถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นให้หมด เหลือเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กนำติดตัวไปได้ และเก็บสัมภาระทุกอย่างไว้ที่กระบะหรือล็อกเกอร์ที่จัดไว้ให้ ก่อนเดินไปถึงบ่อน้ำร้อน ต้องล้างตัวให้สะอาด เช็ดเครื่องสำอางออกจนหมดจด ฟอกสบู่ให้ทั่วร่างกายก่อนแช่ออนเซ็นร่วมกับผู้อื่น อาจเขินอายที่ต้องเปลื้องผ้า แต่ภายในบ่อออนเซ็นจะไม่มีสายตาใครมาจับจ้องที่เรา

จากนั้นเลือกว่าจะแช่บ่อไหน หากเลือกได้แล้ว ต้องปรับอุณหภูมิร่างกายก่อน โดยการค่อยๆ เริ่มนำเท้าลงไปแช่ก่อน แช่ครึ่งตัว ถึงเอว จึงค่อยๆ แช่ทั้งตัว เหลือแต่ขอบไหล่ สามารถเอาลำตัวพิงขอบสระ และนำผ้าขนหนูผืนน้อย สิ่งเดียวที่มีติดตัวพับวางไว้บนศีรษะ เพื่อไม่ให้ผ้าตกลงไปในน้ำ ใช้เวลาแช่ออนเซ็นประมาณ 15-20 นาที จากนั้นลุกจากบ่อนั่งพักสักครู่ ไม่ควรอาบน้ำทันทีเพราะอาจวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลมได้ หลังจากแต่งตัวแล้วให้ค่อยๆ จิบน้ำ เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปขณะแช่ออนเซ็น ทั้งนี้ เหลือเชื่อว่าหลังแช่ออนเซ็นร่างกายหายปวดเมื่อยจากอาการเหนื่อยล้าและหลับสนิทตลอดทั้งคืน เรียกว่าจบครบสูตรในที่เดียว

ที่ “ฟุกูชิมะ” ชาวบ้านทุกคนยิ้มสู้ พวกเขาเข้มแข็ง แม้ไม่อาจลืมเลือนภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อ 9 ปีก่อน

ขอขอบคุณที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นกับผู้มาเยือนทุกคน

คุณกำลังดู: เวลาเปลี่ยน ‘ชิกิไซ อิจิริกิ’ ไม่เคยเปลี่ยน 102 ปี เสน่ห์วัฒนธรรมดั้งเดิมญี่ปุ่นยังคงอยู่

หมวดหมู่: อาหาร-ท่องเที่ยว

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด